สถาบันวิชาการคุณภาพ แหล่งรวมสาระและฐานข้อมูลเพื่อการสอบข้าราชการและพนักงานของรัฐ  ติวสอบราชการ แนวข้อสอบราชการ คู่มือสอบราชการ รัฐวิสาหกิจ พนักงานราชการ
กันยายน 23, 2014, 01:12:49 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ชมรมนักวิชาการคุณภาพ สอบราชการ ติวสอบราชการ คู่มือสอบ แนวข้อสอบราชการ
กลับสู่หน้าเวบหลัก>>>
www.vichakankunapab.com
แฟนเพจเฟซบุ้ค>>>www.facebook.com/vichakan.kp
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  ตอบ  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สรุปความรู้หลักการบริหารจัดการ  (อ่าน 9961 ครั้ง)
sanittu45
นักคิดนักเขียน
นักวิชาการขั้นต้น
*****
กระทู้: 24


| |
« เมื่อ: มีนาคม 28, 2011, 10:28:57 PM »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง

สรุปความรู้หลักการบริหารจัดการ

ความรู้หลักการบริหารจัดการ
การบริหารงาน (Administration) แตกต่างกับ Management
การบริหารงาน คือการดำเนินการในกิจการต่าง ๆ มีหน่วยงานหรือองค์การ ดำเนินการอำนวยงานให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ โดยทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และได้ผลงานตามที่ต้องการ
นักบริหาร หมายถึง ผู้ที่เป็นเจ้าของกิจการและดำเนินการ หรือผู้รับผิดชอบต่อการดำเนินงาน หรือผู้วินิจฉัยชี้ขาดและสั่งงาน หรือผู้กำหนดแนวทางปฏิบัติงานขององค์กร
การบริหารงาน เป็นทั้งศาสตร์และศิลป
การบริหารรัฐกิจ เหมือนกับ การบริหารธุรกิจ ในเรื่องของกระบวนการปฏิบัติงาน แต่มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานไม่เหมือนกัน
กระบวนการบริหาร Gulic และ Unwick ได้กล่าวถึงกระบวนการบริหาร ซึ่งเรียกว่า POSDCORB ในหนังสือ Paper on the Sciences of Administration (1957) ซึ่งประกอบด้วย
P = Planning การวางแผน
O = Organizing การจัดองค์การ
S = Staffing การสรรหาคนเข้าทำงาน
D = Directing การอำนวยการ
CO = Coordinating การประสานงาน
R = Reporting การรายงาน
B = Budgeting การงบประมาณ
ทรัพยากรทางการบริหาร มีอยู่ 4 ประการ คือ คน (Men) เงิน (Money) วัสดุสิ่งของ (Material) การจัดการ (Management) หรือเรียกสั้นๆ ว่า 4M?s
William T Greenwood เห็นว่าทรัพยากรบริหาร ควรจะมีอย่างน้อย 7 ประการ คือ คน (Men) เงิน (Money) วัสดุสิ่งของ (Material) อำนาจหน้าที่ (Authority) เวลา (Time) กำลังใจในการทำงาน (Will) ความสะดวกต่าง ๆ (Facilities)
ปัจจัยในการบริหารธุรกิจ 6 ประการ คือ คน (Men) เงิน (Money) วัสดุสิ่งของ (Material) วิธีการ (Method) ตลาด (Market) เครื่องจักร (Machine)
ประสิทธิภาพในการบริหารงาน หมายถึงความสามารถของการดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ของนโยบาย ภายใต้เงื่อนไขทางทรัพยากรที่มีอยู่
เทคนิคการบริหารงาน สื่อความเข้าใจ (ด้วยถ้อยคำภาษา เช่น พูด เขียน หรือไม่ใช้ถ้อยคำ เช่น เครื่องหมายและสัญญาณ) มีการจูงใจ การวินิจฉัยสั่งการ (โดยสามัญสำนึกหรือเหตุผล)
กระบวนการวินิจฉัยสั่งการ
-พิจารณาปัญหา POLICY = นโยบาย
-เลือกแนวทางแก้ไขปัญหา AUTHORITY = อำนาจหน้าที่
-วิเคราะห์แนวทางแก้ไข
-พิจารณาผลดีผลเสีย
-ดำเนินการและวิธีปฏิบัติ
ข้อจำกัดในการบริหาร ประกอบด้วย ฐานะและสภาพภูมิศาสตร์ ประชากร ทรัพยากร ลักษณะนิสัยและความสามารถของคน ความเชื่อถือและศรัทธา ขนบธรรมเนียมและประเพณี
นโยบายสาธารณะ
หมายถึง แนวทางที่รัฐบาลกำหนดว่าจะทำหรือไม่กระทำ และได้มีการปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น ตลอดจนมีการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติในสิ่งนั้น ๆ ด้วย
ทฤษฎีที่เกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ
1.ทฤษฎีสถาบัน (Institutionalism) ทฤษฎีนี้บอกว่า นโยบายสาธารณะนั้นเป็นผลมาจากสถาบันการปกครองของรัฐ
2.ทฤษฎีกลุ่ม (Group Theory) ทฤษฎีนี้กล่าวว่า นโยบายสาธารณะเป็นผลมาจากการต่อสู้หรือการประนีประนอมระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ในสังคม
3.ทฤษฎีระบบ (System Theory) ของ Devid Easton ทฤษฎีนี้กล่าวว่า ระบบการเมืองเป็นผลของกระบวนการ ซึ่งมี Input คือ Demand และ Support ต่าง ๆ เข้าไปใน Conversion Process
แล้วจะได้ Output แต่อย่างไรก็ตาม จะมีสภาพแวดล้อม (Environment) อยู่ล้อมรอบเพื่อทำให้ Feed back ออกมาเป็น Input ใหม่
4.ทฤษฎีชนชั้นนำ (Elite Theory) ทฤษฎีนี้มองว่าชนชั้นนำเท่านั้น เป็นผู้กำหนดนโยบายเพราะประชาชนทั่วไปไม่สนใจ และไม่มีความรู้เกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ
รูปแบบการตัดสินใจวินิจฉัยนโยบายสาธารณะ มี 3 รูปแบบ คือ
1.แบบใช้หลักสมเหตุสมผล เป็นการตัดสินใจวินิจฉัยโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์
2.แบบใช้หลักส่วนเพิ่มขึ้น มีแนวคิดว่า การตัดสินใจวินิจฉัยโดยทั่วไปมักมีลักษณะอนุรักษ์นิยม โดยต้องอาศัยการตัดสินวินิจฉัยครั้งก่อน ๆ เป็นหลักยึดอยู่ การตัดสินใจครั้งใหม่จึงต้องเป็นเรื่องของการปรับปรุงแก้ไขการตัดสินใจที่เคยทำมาก่อน
3.แบบใช้หลักผสมกลั่นกรอง เป็นการตัดสินวินิจฉัยโดยการผสมกลั่นกรองระหว่างลักษณะของการใช้หลักสมเหตุสมผลกับใช้หลักส่วนเพิ่ม
ความรู้ทางการเมืองการปกครอง หลักการจัดระเบียบการปกครองประเทศ หรือการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินนั้น ที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกนิยมใช้ มีอยู่ 3 หลักการด้วยกัน คือ
1.หลักการรวมอำนาจ (Centralization)
2.หลักการแบ่งอำนาจ (Deconcentralization)
3.หลักการกระจายอำนาจ(Decentralization)
การรวมอำนาจ เป็นหลักการปกครองที่รวมอำนาจที่สำคัญไว้ในส่วนกลาง อำนาจดังกล่าว ได้แก่การวินิจฉัยสั่งการและการบังคับบัญชา ซึ่งผลในการสั่งการจะมีอำนาจครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้เกิดระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง หรือรัฐบาลกลาง ซึ่งมีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ
ลักษณะสำคัญของการวมอำนาจ มี 5 ประการ คือ
1.กำลังทหารและตำรวจขึ้นอยู่กับส่วนกลาง
2.การวินิจฉัยสั่งการขึ้นอยู่กับส่วนกลาง
3.มีการบังคับบัญชาตามลำดับชั้น
4.ส่วนกลางเป็นผู้กำหนดนโยบายในการปกครองประเทศ
5.อำนาจในการต่างประเทศ ส่วนกลางเป็นผู้กำหนด
ข้อดีของหลักการรวมอำนาจ
1)ทำให้เกิดความมั่นคง
2)ทำให้เกิดการประหยัด
3)สามารถบริการประชาชนโดยเสมอหน้า
4)ทำให้เกิดเอกภาพ(Unity) ในทางปกครอง
ข้อเสียของหลักการรวมอำนาจ
1.ไม่สามารถดำเนินกิจการทุกอย่างให้ได้ผลดีทั่วท้องที่ได้ในขณะเดียวกัน
2.ทำให้เกิดความล่าช้าในการวินิจฉัยสั่งการ
3.ไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย
4.ไม่อาจสนองความต้องการของแต่ละท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง
การแบ่งอำนาจ หมายถึงการบริหารราชการ ที่ส่วนกลางได้จัดแบ่งอำนาจในการวินิจฉัยสั่งการบางส่วน หรือบางขั้นตอนไปให้เจ้าหน้าที่ที่เป็นตัวแทนของหน่วยงานของตน ซึ่งออกไปประจำอยู่ในเขตการปกครองต่าง ๆ ของประเทศ ให้วินิจฉัยสั่งการได้เองตามระเบียบแบบแผนที่ส่วนกลางกำหนดไว้ การแบ่งอำนาจทำให้เกิดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค
ลักษณะสำคัญของการแบ่งอำนาจ
1.ต้องมีราชการบริหารส่วนกลาง
2.ต้องมีเจ้าหน้าที่เป็นตัวแทนของส่วนกลาง
3.ส่วนกลางแบ่งอำนาจให้ส่วนภูมิภาค
ข้อดีของการแบ่งอำนาจ
1)เป็นก้าวแรกที่จะนำไปสู่การกระจายอำนาจ
2)ทำให้ส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่นมีการประสานงานกันดี
3)ทำให้การปฏิบัติราชการรวดเร็วยิ่งขึ้น
4)มีประโยชน์สำหรับประเทศที่ประชาชนยังขาดสำนึกในการปกครองตนเอง
ข้อเสียของการแบ่งอำนาจ
1)เป็นอุปสรรคในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย
2)ก่อให้เกิดความล่าช้า
3)ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ท้องถิ่น
การกระจายอำนาจ หมายถึง การโอนอำนาจในทางการปกครองจากส่วนกลางบางอย่าง ไปให้ประชาชนในท้องถิ่นดำเนินการเอง โดยมีอิสระพอสมควร ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย การกระจายอำนาจทำให้เกิดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น
ลักษณะสำคัญของการกระจายอำนาจ
1.เป็นองค์กรที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล
2.มีสภาและผู้บริหารระดับท้องถิ่น
3.มีอิสระในการปกครองตนเอง (อยู่ภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด)
4.มีงบประมาณและรายได้ของตนเอง
5.มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานของตนเอง
อนึ่ง หน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่น มิได้เป็นหน่วยภายใต้บังคับบัญชาของส่วนกลางเหมือนการปกครองส่วนภูมิภาค
ข้อดีของหลักการกระจายอำนาจ
1)สามารถสนองความต้องการของท้องถิ่นได้ดียิ่งขึ้น
2)เป็นการแบ่งเบาภาระของส่วนกลาง
3)กระตุ้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง
ข้อเสียของหลักการกระจายอำนาจ
1)อาจเป็นภัยต่อเอกภาพทางการปกครองและความมั่นคงของประเทศ
2)ทำให้ราษฎรเพ่งเล็งเห็นประโยชน์ของท้องถิ่นสำคัญกว่าส่วนรวม
3)เจ้าหน้าที่ที่ได้รับการเลือกตั้งอาจใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่เหมาะสม
4)ย่อมทำให้เกิดความสิ้นเปลืองมากกว่า

การจัดระเบียบการปกครองของไทย
วิวัฒนาการการปกครองของไทย
ยุคสุโขทัยเป็นราชธานี (พ.ศ. 1800-1894) จัดรูปการปกครองเป็นแบบพ่อปกครองลูก ซึ่งมีการปกครองกันเป็นลำดับ จากหมู่บ้านมี พ่อบ้าน ปกครองดูแล หลายหมู่บ้านรวมกันเป็นเมือง อยู่ในความปกครองของ พ่อเมือง หลายเมืองรวมกันเป็นประเทศมี พ่อขุน ทำหน้าที่ปกครอง โดยมีข้าราชการที่เรียกว่า ลูกขุน ทำหน้าที่ในการรับใช้ และกระทำในราชกิจตามพระบรมราชโองการ ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ดูแลปกครองดูแลประชาชน บำรุงส่งเสริมการประกอบอาชีพของประชาชน ตามที่ พ่อขุน มอบหมายราชกิจให้ดำเนินการ
ยุคอยุธยาตอนต้น (พ.ศ. 1894-1992) ลักษณะการปกครองแบบเทวสิทธิ์ ที่ถือว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงเป็นสมติเทพ และมีการจัดการปกครองเป็นแบบจตุสดมภ์ ประกอบด้วย 4 กรม คือ
1.กรมเวียง หรือกรมรักษาเมือง มีขุนเวียงหรือขุนเมืองเป็นเสนาบดี มีหน้าที่เกี่ยวกับการปกครองท้องที่ การรักษาความสงบเรียบร้อย และพิพากษาคดีเกี่ยวกับความผิดอุกฉกรรจ์
2.กรมวัง มีขุนวังเป็นเสนาบดี ทำหน้าที่เกี่ยวกับราชสำนัก งานพระราชพิธีและการพิพากษาคดีเกี่ยวกับข้าราชการ สนมฝ่ายใน และอรรถคดีทั่วไป
3.กรมคลัง มีขุนคลังเป็นเสนาบดี ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเงิน การภาษีอากร การค้าขายกับต่างประเทศ และพิพากษาคดีเกี่ยวกับพระราชทรัพย์
4.กรมนา มีขุนนาเป็นเสนาบดี ทำหน้าที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาที่หลวง การเก็บหางข้าว ค่านา การเก็บรักษาเสบียงอาหาร การพิพากษาคดีเกี่ยวกับนา โค กระบือ
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1992-2033) มีการเปลี่ยนชื่อจตุสดมภ์ใหม่ คือกรมเวียงเป็นกรมนครบาล กรมวังเป็นกรมธรรมาธิการ กรมคลังเป็นโกษาธิบดี และกรมนาเป็นเกษตรธิบดี และได้จัดตั้งกรมเพิ่มขึ้น อีก 2 กรม คือ กรมกลาโหม และกรมมหาดไทย ซึ่งมีฐานะใหญ่กว่ากรมจตุสดมภ์ทั้งสี่ เพราะมีอัครเสนาบดีเป็นผู้บังคับบัญชาดูแล กล่าวคือสมุหกลาโหม ว่าราชการฝ่ายทหาร และควบคุมข้าราชการทหารทั่วไป และสมุหนายก ว่าราชการฝ่ายพลเรือนทั้งปวง ให้คุมกรมมหาดไทย และบัญชาเสนาบดีจตุสดมภ์ ส่วนทางด้านหัวเมืองได้จัดแบ่งเป็น เมืองเอก ตรี โท จัตวา และเมืองประเทศราช เมืองเหล่านี้ต่างขึ้นตรงกับกรมต่าง ๆ ในส่วนกลาง
หลังรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 2033-2310) ได้มีการเปลี่ยนแปลงให้สมุหนายกรับผิดชอบบังคับบัญชาทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน ในหัวเมืองฝ่ายเหนือ ให้สมุหกลาโหมรับผิดชอบบังคับบัญชาทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน ในหัวเมืองฝ่ายใต้ ขณะเดียวกันการปกครองส่วนกลางฝ่ายสมุหนายก ได้มีการแบ่งออกเป็นมหาดไทยฝ่ายเหนือ และมหาดไทยฝ่ายพลำภัง มหาดไทยตำรวจภูธร และมหาดไทยตำรวจภูบาล ทั้ง 4 ส่วน นี้ขึ้นอยู่กับสมุหนายก แต่ยังคงรูปจตุสดมภ์อยู่
ยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ. 2325-2435) ยังใช้รูปการปกครองแบบเดิม โดยมี อัครเสนาบดี 2 ตำแหน่ง และเสนาบดีจตุสดมภ์ 4 ตำแหน่ง
ยุคปฏิรูปการปกครองตามแบบตะวันตก (พ.ศ. 2535-2475) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชโองการประกาศตั้งกระทรวงแบบใหม่ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2535 โดยแบ่งงานของแผ่นดินออกเป็น 12 กระทรวง คือกระทรวงมหาดไทย กลาโหม การต่างประเทศ วัง ยุทธนาธิการ ธรรมการ โยธาธิการ มรุธาธิการ
สำหรับการปกครองในส่วนภูมิภาค ได้กำหนดรูปแบบการปกครองที่เรียกว่า เทศาภิบาล ขึ้นมาใช้ และได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบดูแล โดยจัดแบ่งหัวเมืองออกเป็นมณฑล เมือง และอำเภอ โดยมีสมุหเทศาภิบาล ผู้ว่าราชการเมือง และนายอำเภอเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และดูแลทุกข์สุขของประชาชนในเขตท้องที่นั้น ๆ และมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ช่วยเหลือปฏิบัติงานในระดับตำบล หมู่บ้าน ซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองท้องที่ ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 (การจัดตั้งสุขาภิบาลท่าฉลอม โดยตราพระราชกำหนดสุขาภิบาลกรุงเทพรัตนโกสินทร์ศก 116(พ.ศ. 2440) ณ อ.เมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร

ยุคหลังการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง (พ.ศ. 2476-2515) มีการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2476 แบ่งโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 3 ส่วน คือ การปกครองส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น
สำหรับในส่วนภูมิภาค ทำการยุบเลิกการปกครองแบบเทศาภิบาล (ยุบมณฑล) กำหนดให้การบริหารงานในระดับจังหวัด เป็นรูปคณะกรรมการจังหวัด โดยมีข้าหลวงประจำจังหวัด(ผู้ว่าราชการจังหวัด) เป็นประธาน และในระดับอำเภอเป็นรูปคณะกรรมการอำเภอ โดยมีนายอำเภอเป็นประธาน ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอเป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย
ในส่วนท้องถิ่น กำหนดให้มีการปกครองตนเองในรูปแบบต่าง ๆ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย ได้แก่การจัดตั้งสุขาภิบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล
จนถึงปี พ.ศ. 2515 มีการปรับปรุงกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดินตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 218 ลงวันที่ 29 กันยายน 2515 ใช้บังคับถึงเดือนสิงหาคม 2534 เพราะมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2534 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2534
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  ตอบ  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!