สถาบันวิชาการคุณภาพ แหล่งรวมสาระและฐานข้อมูลเพื่อการสอบข้าราชการและพนักงานของรัฐ  ติวสอบราชการ แนวข้อสอบราชการ คู่มือสอบราชการ รัฐวิสาหกิจ พนักงานราชการ
ตุลาคม 25, 2014, 02:42:27 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ชมรมนักวิชาการคุณภาพ สอบราชการ ติวสอบราชการ คู่มือสอบ แนวข้อสอบราชการ
กลับสู่หน้าเวบหลัก>>>
www.vichakankunapab.com
แฟนเพจเฟซบุ้ค>>>www.facebook.com/vichakan.kp
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  ตอบ  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: แนวข้อสอบพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการที่ดีพ.ศ. 2546  (อ่าน 2415 ครั้ง)
sanitvkp
Moderator
นักวิชาการมาใหม่
*****
กระทู้: 10


| |
« เมื่อ: เมษายน 19, 2011, 03:15:43 PM »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง

แนวข้อสอบพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยกลัดเกญฑ์และวิธีการบริหารกิจการที่ดีพ.ศ. 2546
1. พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีบริหารกิจการที่ดี พ.ศ. 2546 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2546

2. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมิใช่ส่วนราชการตาม พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีบริหารกิจการที่ดี พ.ศ. 2546

3. การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ได้แก่ การบริหารราชการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ตามรายละเอียด ดังนี้1. ความมีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ 2. ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น 3. มีการปรับปรุงภารกิจส่วนราชการให้ทันต่อเหตุการณ์ 4. มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ ถือว่า

4. การปฏิบัติราชการเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ ไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการบริหารราชการเพื่อประโยชน์ของประชาชน

5. การปฏบัติราชการที่มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความผาสุข เพื่อความอยู่ดีกินดี เพื่อความสงบ และปลอดภัยของประชาชนส่วนรวม คือวัตถุประสงค์ของการบริหารราชการเพื่อประโยชน์ของประชาชน

6. แนวทางของการบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ต้องเป็นไปด้วยความสุจริต ซื่อสัตย์ ตรวจสอบได้ ก่อนเริ่มดำเนินการต้องมีการศึกษาวิเคราะห์ผลดี ผลเสียให้ครบทุกด้าน ต้องคอยรับฟังความคิดเห็นและความพึงพอใจของสังคมโดยรวมและประชาชนผู้ใช้บริการ กรณีเกิดปัญหา และอุปสรรคจากการดำเนินการให้ส่วนราชการแก้ไขปัญหาอุปสรรคนั้นโดยเร็ว

7. การบริหารโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่แนวทางบริหารราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ

8. สำนักงาน ก.พ.ร. ไม่มีหน้าที่ร่วมจัดทำแผนบริหาราชการแผ่นดินเสนอต่อรัฐมนตรี

9. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีหน้าที่ร่วมจัดทำแผนบริหาราชการแผ่นดินเสนอต่อรัฐมนตรี

10. เมื่อคณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาหน่วยงานที่จัดทำแผนการบริหาราชการแผ่นดินต้องเสนอแผนให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาภายใน 90 วัน

11. แผนการบริหารราชการแผ่นดินไม่ผูกพันกับ กุงเทพมหานคร

12. คณะรัญมนตรี รัฐมนตรี กระทรวง ล้วนผูกพันธ์กับการบริหาราชการแผ่นดิน

13. การกำหนดแนวทางปฏิบัติ ไม่ใช่สาระสำคัญของแผนการปฏิบัติราชการ

14. การกำหนดเป้าหมาย การกำหนดผลสัมฤทธิ์ของงาน ส่วนราชการและบุคคลที่รับผิดชอบภารกิจ มีการประมาณรายได้ และทรัพยากรต่างๆ ที่จะต้องใช้ และกำหนดระยะเวลาการดำเนินการและการประเมินผล เป็นสาระสำคัญของแผนการปฏิบัติราชการ

15. สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีหน้าที่จัดทำแผนนิติบัญญัติ

16. การจัดทำแผนปฏิบัติราชการจะต้องนำแนวนโยบายของรัฐที่แถลงต่อรัฐสภามาพิจารณาดำเนินการให้สอดคล้องกับ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และแผนพัฒนาประเทศด้านต่างๆที่เกี่ยวข้อง

17. สำนักงบประมาณจะจัดสรรงบประมาณให้แก่ส่วนราชการก็ต่อเมื่อแผนปฏิบัติราชการประจำปีของส่วนราชการได้รับความเห็นชอบจาก รัฐมนตรีเจ้าสังกัด

18. เมื่อสิ้นปีงบประมาณส่วนราชการจะต้องทำรายงานแสดงผลสัมฤทธิ์ของแผนปฏิบัติราชการประจำปี เสนอแก่คณะรัฐมนตรี

19. การโอนงบประมาณจากภารกิจหนึ่งตามที่กำหนดในแผนปฏิบัติราชการไปดำเนินการอย่างอื่น ซึ่งมีผลทำให้ภารกิจเดิมไม่บรรลุเป้าหมายหรือนำไปใช้ในภารกิจใหม่ที่มิได้กำหนดในแผนปฏิบัติราชการ สามารถทำได้โดยได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี

20. การปรับแผนปฏิบัติราชการมีผลให้โอนงบประมาณจากภารกิจหนึ่งไปดำเนินการอย่างอื่นซึ่งมีผลทำให้ภารกิจเดิมไม่บรรลุเป้าหมายจะทำได้เฉพาะในกรณี ภารกิจนั้นไม่อาจดำเนินการตามวัตถุประสงค์ต่อไปได้ ภารกิจนั้นหมดความจำเป็นหรือไม่มีประโยชน์หรือหากดำเนินการต่อไปจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเกินความจำเป็น มีความจำเป็นอย่างอื่นมิอาจหลีกเลี่ยงได้ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของแผนปฏิบัติราชการ

21. เพื่อการบริหาราชการอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนราชการจะต้อง กำหนดเป้าหมายในการปฏิบัติราชการ มีแผนการทำงาน กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานโครงการและงบประมาณที่ต้องใช้ในแต่ละโครงงาน และต้องเผยแพร่ให้ข้าราชการและประชาชนทราบโดยทั่วกัน

22. การจัดทำบัญชีต้นทุน ในการบริการสาธารณะ แต่ละประเภทเป็นไปเพื่อ ประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ

23. การจัดทำบัญชีต้นทุนในการบริการสาธารณะ ต้องจัดทำตามหลักเกณฑ์ของกรมบัญชีกลาง

24. เมื่อส่วนราชการคำนวนรายจ่ายต่อหน่วยของงานบริการสาธารณะที่มีอยู่ในความรับผิดชอบของส่วนราชการแล้วเสร็จต้องรายงานให้ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง ก.พ.ร. ทราบ

25. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณ มีหน้าที่ประเมินความคุ้มค่าในการปฏิบัติถารกิจของรัฐที่ส่วนราชการได้ดำเนินการ

26. ในการประเมินความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐให้คำนึงถึง ประเภทและสภาพของแต่ละภารกิจ ความเป็นไปได้ของภารกิจหรืองานโครงการที่ได้ดำเนิน และประโยชน์ที่รัฐและประชาชนจะพึงได้และรายจ่ายที่ต้องเสียไปก่อนและหลังที่ส่วนราชการได้ ดำเนินการ

27. การจัดซื้อจัดจ้างมีวัตถุประสงค์ในการใช้ที่ต้องคำนึงถึงคุณภาพและการดูแลรักษาเป็นสำคัญ กระทำได้โดยไม่ต้องถือราคาต่ำสุด

28. การจัดซื้อจัดจ้างต้องดำเนินการโดย เปิดเผยและเที่ยงธรรม พิจารณาถึงประโยชน์ และผลเสียทางสังคม ภาระต่อประชาชน คุณภาพ และวัตถุประสงค์ที่ใช้ และพิจารณาถึงราคาและประโยชน์ระยะเวลาของส่วนราชการที่ได้รับประกอบกัน

29. ในการปฏิบัติภารกิจใด หากส่วนราชการจำเป็นต้องได้รับอนุมัติ อนุญาต หรือขอความเห็นชอบจากส่วนราชการอื่น ส่วนราชการที่มีอำนาจพิจารณา ต้องแจ้งผลการพิจารณาให้ส่วนราชการที่ยื่นคำขอ ทราบภายใน 15 วันหรือตามที่ส่วนราชการที่มีอำนาจประกาศกำหนด

30. การตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาให้การดำเนินการได้เท่าที่จำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เมื่อคณะกรรมการมีมติเป็นประการใดแล้วให้มติของคณะกรรมการผูกพันส่วนราชการ ซึ่งมีผู้แทนร่วมเป็นกรรมการอยู่ด้วยแม้ว่าผู้แทนส่วนราชการที่เป็นกรรมการจะมิได้เข้าร่ามการพิจารณาวินิจฉัยก็ตาม มติของคณะกรรมการผูกพันกับส่วนราชการที่มีตัวแทนเป็นกรรมการ ยกเว้นการวินิจฉัยในปัญหาด้านกฎหมาย ถ้ามีความเห็นแตกต่างกันสองฝ่ายให้บันทึกเหตุผลกรรมการข้างน้อย ไว้ให้ปรากฎในเรื่องนั้นด้วย เป็นการวินิจฉัยปัญหาของส่วนราชการในรูปแบบของคณะกรรมการตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยด้วยหลักเกณฑ์และวิธีบริหารกิจการที่ดี พ.ศ. 2546

31. การกำหนดตัวชี้วัดผลสำเร็จของภารกิจ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการอย่างมีประสิทธิภาพและเดิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ

32. การจัดทำบัญชีต้นทุนในการบริการสาธารณะ การกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาในการจัดซื้อจัดจ้าง การสั่งราชการโดยปกติให้ทำโดยลายลักษณ์อักษร เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการอย่างมีประสิทธิภาพและเดิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ

33. การกระจายอำนาจ การตัดสินใจมุ่งผลให้ ความสะดวกและรวดเร็วในการบริการประชาชน

34. ส่วนราชการจะต้องจัดทำแผนภูมิขั้นตอนและระยะเวลาการดำเนินการในการปฏิบัติงานด้าน การบริการประชาชน ด้านการติดต่อประสานงานกับส่วนราชการด้วยกัน เปิดเผยไว้ ณ ที่ทำการของส่วนราชการและระบบเครือข่ายสารสนเทศ

35. การจัดตั้งศูนย์บริการร่วม เป็นหน้าที่ของปลัดกระทรวง

36. การปรับปรุง ภารกิจอำนาจหน้าที่โครงสร้างและอัตรากำลังส่วนราชการเป็นไปโดย ความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

37. เมื่อมีการยุบเลิก โอน หรือรวมส่วนราชการใดทั้งหมดหรือบางส่วนห้ามมิให้จัดตั้งส่วนราชการที่มีภารกิจอำนาจหน้าที่ที่มีลักษณะเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันกับส่วนราชการดังกล่าวขึ้นอีกเว้นแต่ มีการเปลี่ยนแปลงแผนการบริหารราชการแผ่นดิน และมีเหตุผลจำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศษฐกิจของประเทศ

38. ข้อควรคำนึงที่สำคัญของการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ให้ทันสมัย และเหมาะสมกับสภาวการณ์ คือ ความสะดวก รวดเร็ว และลดภาระของประชาชน

39. การแก้ไข ปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมาย หากส่วนราชการไม่เห็นชอบด้วยกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้เสนอเรื่องต่อ คณะรัฐมนตรี เพื่อวินิจฉัย

40. ก.พ.ร. มีอำนาจในการกำหนดเวลาแล้วเสร็จของงานแต่ละงานให้ส่วนราชการถือปฏิบัติ

41. เมื่อส่วนราชการได้รับการติดต่อสอบถามเป็นหนังสือจากประชาชนเป็นหน้าที่ของส่วนราชการจะต้องตอบคำถามหรือแจ้งการดำเนินการให้ทราบภายใน 15 วัน

42. ส่วนราชการจะต้องจัดให้มีระบบเครือข่ายสารสนเทศในระบบเดียวกันกับ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

43. ส่วนราชการจัดให้มีคณะผู้ประเมินอิสระดำเนินการประเมินการปฏิบัติราชการของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลสัมฤทธิ์ของภารกิจ คุณภาพการให้บริการและความพึงพอใจของประชาชนผู้รับบริการ และความคุ้มค่าในภารกิจ

44. การประเมินต้องเป็นไปโดยโปร่งใส และตรวจสอบได้ ต้องแจ้งวิธีการประเมินให้ผู้ประเมินทราบล่วงหน้า ไม่ใช่หลักการที่ส่วนราชการใช้ในการประเมินภาพรวมของผู้บังคับบัญชาในแต่ละระดับ

45. การประเมินต้องเป็นคงามลับ การประเมินเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความสามัคคีของข้าราชการ เป็นหลักการที่ส่วนราชการใช้ในการประเมินภาพรวมของผู้บังคับบัญชาในแต่ละระดับ

46. การจัดทำหลักเกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างน้อยต้องมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การอำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของประชาชน

47. ส่วนราชการให้บริการที่มีคุณภาพและเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด เป็นหลักเกณฑ์การได้มาซึ่งเงินรางวัลให้แก่ราชการ

48. ก.พ.ร. เสนอคณะรัฐมนตรี จัดสรรเงินเพิ่มพิเศษเป็นบำเหน็จความชอบแก่ส่วนราชการ เป็นหลักเกณฑ์การได้มาซึ่งเงินรางวัลให้แก่ราชการ

49. เงินรางวัลเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ส่วนราชการได้มาโดย ส่วนราชการได้ดำเนินงานตามเป้าหมายสามารถเพิ่มผลงานและผลสัมฤทธิ์โดยไม่เป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายและคุ้มค่าต่อภารกิจของรัฐ

50. เงินรางวัลเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ส่วนราชการได้มาโดย ส่วนราชการสามารถดำเนินการตามแผนการลดค่าใช้จ่ายต่อหน่วย
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  ตอบ  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!